ผลการสแกนเด็กอ่านออกเขียนได้

ed17-12-07-2012-pp2 

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประเด็น “ผลการสแกนเด็กอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 ทั่วประเทศ” และประเด็น “การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในระบบรับตรง”

 

● ผลการสแกนเด็กอ่านออก เขียนได้

รมว.ศธ.กล่าว ว่า ขณะนี้ได้รับทราบผลสแกนการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 ทั่วประเทศ ซึ่ง สพฐ.ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการ ดังนี้

1. นักเรียนชั้น ป.3 ทั่วไป จำนวน 445,000 คน พบว่า

– อ่านไม่ได้ 27,000 คน คิดเป็น 6.27%
– อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง 23,700 คน คิดเป็น 5.32%
– อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ 14,600 คน คิดเป็น 3.2%
– อ่านได้ เข้าใจบ้าง (ควรปรับปรุง) 62,000 คน คิดเป็น 14%

2. นักเรียนชั้น ป.6 ทั่วไป จำนวน 444,000 คน พบว่า

– อ่านไม่ได้ 7,880 คน คิดเป็น 1.77%
– อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง 6,750 คน คิดเป็น 1.52%
– อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ 7,080 คน คิดเป็น 1.59%
– อ่านได้ เข้าใจบ้าง (ควรปรับปรุง)  51,580 คน คิดเป็น 11.6%

ตัวเลขที่เปิดเผยเป็นตัวเลขที่สูง แต่เป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริหาร โรงเรียน และครู กล้าที่จะเผชิญกับความจริง ต่อจากนี้ไปจึงจะต้องมาช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการจัดสอนเสริมวิชาภาษาไทยอย่างเข้มข้น โดยดึงเด็กออกมาเรียนรวมกัน ความเป็นไปได้ที่จะขอให้ครูทุกวิชาช่วยสอนภาษาไทย หรือแม้แต่การให้เด็กเรียนเฉพาะวิชาภาษาไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านภาษาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะอ่อนวิชาอื่น เพราะวิชาภาษาไทยเป็นพื้นฐานของการเรียนทุกวิชา เมื่อเรียนภาษาไทยอย่างเข้มข้นแล้ว จึงสามารถเรียนวิชาอื่นๆ ได้อย่างรู้เรื่อง

ทั้งนี้ โรงเรียนจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่า ศธ.ไม่ได้โทษเด็ก และขอให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตำหนิครูที่เปิดเผยข้อมูล เพราะเชื่อว่าเป็นความผิดพลาดของระบบ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาแนวทางแก้ไขของ ศธ. นั่นก็คือ การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ทั้งนี้ การพบข้อมูลนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นเรื่องที่ดี และยังสามารถหาทางแก้ไขได้ โดยหากดำเนินการอย่างจริงจัง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากนักที่จะแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน ซึ่งผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง ต้องช่วยกันพัฒนาปรับปรุงให้เด็กมีทักษะด้านการอ่านรู้เรื่อง อ่านเข้าใจได้ อย่างทันถ่วงที

● การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยระบบรับตรง

รมว.ศธ.กล่าวว่า จากข้อเสนอให้มีการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยระบบรับตรงในวันเดียวกัน เพราะมหาวิทยาลัยเชื่อว่าเด็กจะไม่ให้ความสนใจ และมหาวิทยาลัยเองก็จะเสียโอกาส ในขณะเดียวกันหากแยกสอบ เด็กก็จะเสียโอกาส  เพราะเด็กจะไม่รู้ตัวเองว่า สอบที่ใดจะได้หรือไม่ได้  จึงต้องเสี่ยงตามความรู้เบื้อง ต้นทางสถิติ แต่หากจัดสอบพร้อมกันทั้งหมด ก็จะสามารถนำคะแนนสอบมาพิจารณาประกอบกับการเลือกคณะและมหาวิทยาลัยของเด็ก เพื่อเกลี่ยเด็กไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ หากเป็นเช่นนี้ก็จะเกิดประโยชน์ เพราะเด็กสอบครั้งเดียว ไม่ติดที่แรกอาจจะไปติดที่สอง หรือสาม แต่หากมหาวิทยาลัยต่างๆ จัดสอบ เด็กก็จะมีโอกาสสอบติดที่เดียว พลาดแล้วพลาดเลย จากนั้นก็เข้าสู่ระบบ Admission

เรื่องใหญ่คือ ควรให้มหาวิทยาลัยรับตรงร่วมกันมากที่สุด หากยังมีระบบโควตารับตรง หรือจะรับตรงภายหลัง โดยใช้คะแนนกลางกับพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นการปิดโอกาสของเด็ก แต่มหาวิทยาลัยไม่ควรจะรับตรงเองหรือสอบเอง เพราะจะทำให้เด็กวิ่งรอกมากในส่วนของที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ก็จะมีบทบาทมากที่จะต้องร่วมกันคิดร่วมกันด้วย

จากการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง เห็นด้วยกับการปรับระบบการรับเด็กเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 อาจจะยังไม่แน่ใจการปรับเปลี่ยนระบบจะมีผลกระทบต่อการเตรียมตัวหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงได้ประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้มีผลกระทบต่อความ ยุติธรรมของนักเรียนที่เตรียมตัวแล้ว เช่น จะไม่ยกเลิกรับตรง ไม่เปลี่ยนแปลงวิชาสอบ แต่อาจจะเลื่อนเวลาการสอบ   ซึ่งคาดว่าระบบใหม่จะใช้ได้อย่างเร็วอีก 3-4 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ศธ.ยืนยันว่าการใช้เหตุผลในการปรับระบบนี้ ไม่ได้ใช้อำนาจ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วก็พบว่าการปรับระบบใหม่จะก่อให้ผลดีต่อเด็ก ผู้ปกครอง และระบบการศึกษา มากกว่าระบบในปัจจุบันอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณ : ข่าวสำนักงานงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *